nitip.at

nitip.at

มาตั้ง New year’s resolution ด้วย OKRs กัน!

มาตั้ง New year’s resolution ด้วย OKRs กัน!

Nitipat Lowichakornthikun's photo
Nitipat Lowichakornthikun
·Jan 25, 2019·

3 min read

ช่วงปลายปีที่ผ่านมาได้มีน้องถามว่าได้ตั้ง New year’s resolution ของปีหน้าหรือยัง? แน่นอนว่าผมดำรงชีวิตมาตลอดโดยแทบไม่มีครับ ฮ่า ๆ เน้นทดลอง เรียนรู้ ปรับปรุงตามสถานการณ์ที่พาไปตลอด แต่จนผมได้พบกับ OKRs และนำเอามันมาประยุกต์ใช้กับชีวิต หลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่เราไม่เกลียดตัวเอง ;(

ปกติสิ่งที่เรามักจะทำกันต้นปีและผมเห็นบ่อยมากในหน้า New feed ของ facebook ก็จะเห็นเพื่อน ๆ หลายคนเค้าตั้ง New year’s resolution กันถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือการตั้งปณิธานตั้งแต่ต้นปีว่าเราจะทำอะไรในปีใหม่นี้ อาทิ

ปีนี้จะ… ลดน้ำหนัก

ปีนี้จะ… ดูซีรีย์ Netflix น้อยลง

ปีนี้จะ…. อ่านหนังสือให้มากขึ้น

แต่ความเป็นจริงแล้ว New year’s resolution พวกนี้มันมักจะล้มเหลวครับ
จากการที่ผมหาข้อมูลก็พบว่ามีการสำรวจเรื่องนี้และพบกับตัวเลขที่ค่อนข้างน่าตกใจนั่นคือจากการสำรวจผู้คนต่างในสหรัฐอเมริกากว่า 80% จะเลิกล้มการทำ New year resolution ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

Why New Year's Resolutions Fail
As we approach the end of 2018, you may find yourself reflecting on your past resolutions. Were you able to meet your…
psychologytoday.com

อะไรล่ะ? ที่ทำให้คนต่างเลิกล้มสิ่งที่ตัวเองตั้งใจในระยะเวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้น

  1. เป้าหมายไม่ชัดเจน — มันไม่ชัดเจนว่าทำไมเราต้องทำ มันสำคัญกับเราจริงใช่ไหม? หรือ บางครั้งก็ไม่ชัดว่าจะสำเร็จได้อย่างไร
  2. เป้าหมายใหญ่เกินไป — แน่นอนว่าถ้าเราจะลดน้ำหนัก 20 กิโลภายใน 1 ปี มันดูเยอะและยากมาก แค่เห็นก็ท้อแล้ว ~
  3. ไม่มีกำลังใจในการทำต่อ — เนื่องจาก 2 ข้อแรก มันส่งผลหลายอย่างกับเราอย่างมาก เพราะ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่คลุมเคลือ ดูยากเกินไป มันก็แทบจะไม่มีกำลังใจในการทำอย่างต่อเนื่อง
  4. ตัวเราเองนั่นแหละที่ยังไม่พร้อมในการเปลี่ยนแปลง — การจะเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างที่เราคุ้นชินและทำมาอย่างต่อเนื่องมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

OKRs?

สำหรับผมแล้วนั้นปีที่ผ่านมาก็ได้ไปศึกษาการทำ OKRs ในองค์กรจากการร่วมอบรมของอาจารย์นพดล ร่มโพธิ์ และ ก็มีการศึกษาจากหนังสือ Measure What Matters ซึ่ง ณ​ ตอนที่ผมเขียน Blog นี้ผมก็ได้อ่านไปประมาณครึ่งเล่มแล้วครับ สนุกมากกับการได้ศึกษาเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยกว่าจะมาเป็น OKRs ที่ทุกคนเริ่มรู้จักกันในทุกวันนี้ครับ ดังนั้นใครอยากศึกษาเรื่องนี้ผมจะแนะนำเลยว่านี่คือหนังสือที่ควรอ่านครับ

ที่นี้เราลองมารู้จักกันกับ OKRs ว่ามันจะมาเกี่ยวกันกับเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง ตามทั่วไปเลย OKRs ย่อมาจาก Objectives และ Key results แยกตามความหมายคือ

Objective = เป้าหมาย

Key result = ตัวชี้วัดความสำเร็จของเป้าหมาย

จบครับ กระชับมาก…

OKRs เป็นเครื่องมือนึงที่ตอนนี้หลาย ๆ องค์กรเริ่มนำมา implement ควบคู่ไปกันกับการทำ Performace management ครับ คร่าว ๆ มันเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทำให้ทีมงานและองค์กรสามารถก้าวไปได้ในเป้าหมายเดียวกัน ลดปัญหาต่าง ๆ ในการทำงานได้ดีทีเดียวเลย ทีนี้ถ้าจะถามว่าใครใช้บ้างตอนนี้ก็เจ้าดังเลยอย่าง Google ที่สามารถนำเอา OKRs มาใช้ในองค์กรและทำให้เติบโตได้จนทุกวันนี้

ผมคงไม่ลงลึกในแง่ของรายละเอียดการเอาไปใช้ในองค์กรครับสำหรับ Blog นี้เราจะมาดูกันว่าเราจะเอาเครื่องมือนี้มาใช้กับตัวเราเองได้อย่างไรบ้าง (มันง่ายจริง ๆ แล้วได้ผลด้วยครับ)

OKRs มันมีพลังวิเศษอยู่

  1. Focus — คุณไม่ต้องอยากทำไปซ่ะทุกอย่าง ลองเลือกที่สำคัญที่สุดแล้วตอบโจทย์ในตอนนี้ของคุณ
  2. Alignment — ตรงไปตรงมา ทุกเป้าหมายต้องสอดคล้องกันกับการวัดผลความสำเร็จได้ (ถ้าอยากเหนือกว่านั้นคือลองตั้งเป้าหมายหลักของเราใน 1 ปี จากนั้นตั้ง OKRs ให้สอดคล้องกันดู)
  3. Commitment and accountability — เราตั้งเอง ทำเอง แบบชัดเจน ดังนั้นไม่มีใครมาบังคับ (อันนี้ในองค์กรเรามักจะโดนยัดให้ทำนี่นั่นนู่น)
  4. Tracking — OKRs ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาที่ยาวเกินไป ดังนั้นเราจะสามารถเห็น Progress ออกมาเรื่อย ๆ ยิ่งการวัดผลมันชัดเจนด้วย ดังนั้นถ้าเราทำอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตามสถานการณ์
  5. Stretching — มันคือตัวที่จะลองเสริมเราให้ก้าวข้ามผ่าน comfort zone บางอย่างได้ จากการที่ OKRs ที่ดีมันควรไม่ยาก หรือ ไม่ง่ายจนเกินไป (มีการให้คะแนนตอนหลังจากทำสำเร็จแล้ว ถ้าง่ายไปเราก็ขยับให้สูงขึ้นได้ ถ้ายากเกินเราก็ปรับลดให้มันต่ำลงได้)

หลัก ๆ เลยน่ะครับ ถ้าเราเอา OKRs มาใช้ในการตั้ง New year resolution มันก็จะมีพลังจากหลายข้อที่ผมกล่าวมาทำให้สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นมันเป็นจริงได้ ซึ่งผมได้มีโอกาสทดลองกับตัวเองช่วง 3–4 เดือนที่แล้ว พบว่ามันดีกว่าการตั้งเป้าหมายแบบอื่น ๆ ที่เคยทำมาด้วย

ทดลองตั้งเป้าหมายแบบ OKRs กัน!

ยกตัวอย่างของผมครับ ผมตั้งใจจะเขียนบทความลง Medium ให้ได้ เนื่องจากผมมองว่าการเขียนมันก็คือการฝึกอย่างนึงในการเรียบเรียงและถ่ายทอดให้กับคนอื่น ๆ ในอีกรูปแบบนึง และ อีกทางคือตอนนี้ผมเปิดบริษัทเกี่ยวกับทางด้านพัฒนาซอฟแวร์ขึ้นมาใหม่ การเขียนบทความเรื่อย ๆ ก็จะทำให้คนเริ่มรู้จักบริษัทเรามากขึ้นด้วย

ดังนั้นผมเลยเริ่มต้นด้วย

Objective = เขียน Blog medium อย่างสม่ำเสมอ

Key result

  1. blog จะต้องปล่อย 3 เรื่องต่อเดือน
  2. blog ที่เกี่ยวกับ Technical จำนวน 2 เรื่องลงใน publication ของ IGEARGEEK
  3. blog ที่เกี่ยวกับ life style อาทิหนังสือ การไปเที่ยว เป็นต้น จำนวน 1 เรื่องลงใน nitip.at หรือช่องทางอื่น ๆ

อันนี้คือ OKRs เกี่ยวกับการเขียน blog ของผมครับ จะเห็นว่า 1 Objective ควรมี KRs ที่ระบุรายละเอียดเป็นข้อ ๆ ไว้ เพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถนำเอามาประเมินผลตอนท้ายได้ว่าเราสามารถทำสำเร็จได้จริง ๆ แล้วเท่าไร

ซึ่งจากที่มานั่งย้อนดูผมสามารถทำสำเร็จได้แค่ข้อ 2 ครับ นั่นคือผมสามารถเขียนบทความ Technical จำนวน 2 เรื่องลงใน publication ของ IGEARGEEK ตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2561 ครับ

ถ้าเราลองแปลงกลับมาเป็นคะแนนแบบคร่าว ๆ คือผมสามารถทำสำเร็จได้ 2 ใน 3 นั่นก็คือ ~66% ครับ…

ซึ่งข้อนี้มันก็คือความสามารถของข้อ 5. Stretching ที่เราควรตั้ง OKRs ที่อัตราความเร็จอยู่ที่ 60% ครับ เพราะมันอยู่ในช่วงที่ไม่ง่าย และ ไม่ยากเกินความสามารถ ถ้าผมตั้ง OKRs ที่ไม่ท้าทายแบบนี้อัตราความสำเร็จมันอาจจะไปตกที่ 100% นั่นคือ ถ้าผมตั้งว่าจะเขียน Blog แค่เดือนละ 1 Blog ก็จะถือว่ามันดูถูกตัวเองไป อิอิ…

ความดีงามของมันคือทำให้เราเข้าใจภาพปลายทางของสิ่งที่เราคาดหวัง และ มีการวัดผลอย่างต่อเนื่องครับ มันทำให้เรารู้สึกฟินอย่างบอกไม่ถูกถ้าเราสามารถทำให้แต่ละเดือนมัน Unlock ได้ตามที่ตั้งใจไว้

ซึ่งการนำเอาเครื่องมือนี้มาใช้มันก็เสมือนการสร้างวินัยไปในตัวอีกด้วย เพราะ การเริ่มต้นมันยากครับ แต่การรักษาวินัยนี่ยากกว่ามาก อย่างเช่นช่วงต้นปีที่ผ่านมาผมวุ่น ๆ หลายเรื่องเลยไม่ได้เขียนเรื่องราวลง blog เลย มันก็จะรู้สึกผิดในใจมากที่เราเคยทำได้ตามที่ตกลงกับตัวเอง แต่ตอนนี้กลับไม่ได้ทำเรื่องนี้

ลองนำเอาไปใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันดูครับ อย่างช่วง 3–4 เดือนก่อน ผมทดลองโดยเริ่มแค่ 2 เรื่องหลัก ๆ นั่นก็คือการอ่านหนังสือ (ผมดองไว้เยอะมาก) กับ การเขียน blog ก็พบว่ามันก็ช่วยสร้างวินัยใหม่ ๆ ให้เราได้จริงครับ

Key takeaway

  1. เลือกเรื่องที่เราอยากทำ เอาไม่ต้องเยอะ 2–3 ข้อพอแล้ว

2. กรอบเวลาไม่ต้องนานเกินไป 3–4 เดือนก็พอในการทดลองทำ

3. OKRs ต้องไม่ยากและไม่ง่ายไป ยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเองมันก็ไม่ยากที่จะประเมินความสามารถเราเอง

4. แชร์ให้คนใกล้ตัวรู้ ว่าเราตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรบ้าง

5. เริ่มเลย เมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องรอต้นปีอีกต่อไป เมื่อก่อนผมคิดน่ะว่าปีหน้าจะทำนู่นนั่นนี่แต่เอาจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้ทำตลอดเลย ดังนั้น เริ่มเลย! ตั้งแต่วันนี้ครับ

6. Key Results ไม่ใช่ action หรือ การกระทำ มันคือการวัดผลว่า Objective เราจะสำเร็จได้อย่างไร เช่น ถ้า Objective คืออยากลดน้ำหนัก Key Results ไม่ใช่การบอกว่าจะวิ่งให้ได้ 10 กิโลทุกวัน เพราะ การวิ่งไม่ได้บอกว่าการลดน้ำหนักจะสำเร็จ ต้องปรับให้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ เช่น น้ำหนักลดลง 10 กิโลกรัมใน 3 เดือน เป็นต้น

ขอให้โชคดีกับปีใหม่ในทุก ๆ ปีครับ
ปีนี้ผมก็ตั้งใจจะทดลองเขียน blog ในเรื่องอื่น ๆ บ้างที่ไม่ใช่แค่เนื้อหาฝั่ง Technical ทุกคนจะได้เห็นบทความหลายแนวมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

ถ้าใครมีคำแนะนำเรื่องการเขียนเนื้อหาแนวนี้ให้ลองทิ้งคอมเมนต์ได้เลยครับผม

แนะนำสำหรับคนต้องการศึกษา OKRs เพิ่มเติมครับ

OKR คืออะไร
หลายคนอาจจะเริ่มได้ยินคำว่า OKRs มากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะหลัง และอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ คำว่า OKRs ย่อมาจากคำว่า…
nopadolstory.com

สรุปความรู้ เครื่องมือบริหารเป้าหมายแบบ OKR (Objective & Key Result) จาก Ex- Googler
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไป Sit in ฟังสัมมนา ร่วมกับทีม Shippop ในงาน AIS Startup ในเรื่องของการวางเป้าหมาย และ…
medium.com

 
Share this