บันทึกการเดินทาง Okinawa (โอกินาว่า) – วันที่ 1

รอบนี้ได้ไป Okinawa (โอกินาว่า) เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน วันที่ 28-31 ตุลาคม 2561 ครับ รอบนี้ไปกับเพื่อนร่วมทีมที่เป็นก๊วนที่ไปด้วยกันเป็นครั้งแรกครับ ซึ่งเมื่อปีก่อนผมก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่นี่มาแล้วแบบคนเดียว ซึ่งสถานที่ในรอบที่แล้วนั้นก็จะวน ๆ อยู่แค่ในเมืองเท่านั้น เนื่องจากตัวผมเองนั้นขับรถยนต์ไม่เป็นครับ

พอมาครั้งนี้เรามีเพื่อนร่วมทีมที่สามารถขับรถได้ ก็เลยตั้งใจในการเช่ารถยนต์ขับกันใน 3 วันแรกของทริป ส่วนวันสุดท้ายก็จะเดินทางกันด้วยรถไฟฟ้าที่มีในเมือง Naha

สำหรับสายการบินเราก็เดินทางกันด้วย Peach air ครับ เนื่องจากเป็นสายการบินเดียวตอนนี้ที่บินตรงจากไทยไปลง Okinawa เลย ไม่ต้องต่อเครื่องที่ไหน ราคาค่าเดินทางอยู่กันที่ 1,500-6,000 ครับ จะเห็นว่าราคาไม่แพงเลย ยิ่งถ้าได้ซื้อตอนช่วงโปรโมชั่นยิ่งถูก เพราะ มันจะมีโปรออกมาเรื่อย ๆ ลองดูครับ ถ้าได้ที่ราคา 2,xxx-3,xxx ผมก็ว่าถูกแล้วน่ะครับ ส่วนราคาที่เกินจากนี้ก็สามารถได้ในทุกช่วงเวลาไม่ต้องรอโปรครับ

Peach Air เป็นอย่างไรบ้าง?

ข้อดี

  • บินตรงสู่ Okinawa
  • เวลาของไฟท์ดีมาก คือออกจากไทยช่วงเที่ยงคืน-ตี 1 และ ถึงที่นั่นตอนช่วง 6-7 โมงเช้า ซึ่งสามารถเที่ยวได้ทันที ประหยัคค่าที่พักได้ 1 คืน ส่วนเวลาขากลับจากที่นั่นมาไทยก็ใช้ได้ครับ คือบินช่วง 2-3 ทุ่ม ถึงไทยช่วงเที่ยงคืน ก็สามารถทำงานต่อช่วงเช้าได้เลยทำให้ไม่ต้องลางานด้วย
  • ราคาไม่แพง

ข้อเสีย

  • ที่นั่งค่อนข้างแคบ ปรับนอนแทบไม่ได้เลย ทำให้เวลานอนบนเครื่องไม่สบายครับ ซึ่งมันก็ส่งผลกับวันที่เราเที่ยววันแรกที่ล้ามาก ๆ ดังนั้นลองวางแผนการเที่ยววันแรกให้ดี ๆ
  • น้ำหนักของที่ขึ้นเครื่องให้ได้แค่ 7 กิโลกรัม ดังนั้นควรซื้อน้ำหนักเพิ่ม เพราะ ที่ผมเจอแกชั่งจริงครับ (แต่พวกเราไม่โดนให้ชั่งน้ำหนักกระเป๋า แนะนำว่าเผื่อไว้ก็ดีครับ เวลาซื้อของกลับมาจะได้ไม่ต้องมากังวล)
  • ไม่มี Service อะไรเลย น้ำ หรือ ขนม ไม่มีครับ ต้องเสียตังก์ก็มันคือ Low cost
  • จุดลง และ จุดเครื่องขึ้นที่ Okinawa จะอยู่ในอาคาร LCC มันก็คือคลังเก็บสินค้ามาแปลงโฉมให้เป็น Terminal การเดินทางต้องนั่งรถ shuttle bus ไป terminal หลักก่อน และ ด้านในไม่ค่อยมีอะไรครับ แนะนำว่าถ้ามาก่อนเวลาให้เดินเล่น หรือ รอใน Terminal หลักจะดีกว่า

LCC – low cost carriers โกดังที่เราต้องขึ้นและลงเครื่อง ถ้าโดยสารด้วย Peach air


วันที่ 1 – Naha – Nago, Okinawa – รับรถเช่า กินข้าวเที่ยงที่ตลาดปลา ชมวิวดูปลาที่ประภาคาร จิบเบียร์ฟรี กลับที่พักชมพระอาทิตย์ตก

สิ่งแรกที่ผมแปลกใจคืออากาศมันเย็นสบายดีจัง อยู่ที่ไม่เกิน 20°C ท้องฟ้าปลอดโปร่งดูแล้วไม่มีฝนตก ซึ่งแตกต่างจากการที่ผมไปเที่ยวในปีที่แล้วที่ร้อนมาก ๆ ซึ่งผมไปในช่วงเดือนกันยายนที่ยังเป็นหน้ามรสุมอยู่

ดังนั้นช่วงเราเริ่มภารกิจแรกของวันด้วยการไปรับรถก่อน ซึ่งเราเลือกใช้บริการของ OTS ราคาไม่แพง แถมมีบริการรับส่งถึงสนามบินด้วย ดังนั้นจึงเปิดทริปมาด้วยการนั่งรถบัสของทางบริษัทเช่ารถออกมาจากสนามบินครับ

ขั้นตอนก็ทั่วไปครับ ผู้ที่จะขับรถก็ต้องเตรียมเอกสารใบขับขี่สากลมาให้เรียบร้อย จากนั้นก็ยื่นเอกสารการจอง และ ทำตามกระบวนการของทางบริษัทรับรถ ตอนนี้ผู้โดยสารอย่างผมก็สามารถเดินออกมาดูนี่นั่นโน่นได้ระหว่างรอครับ (ผมไม่รู้รายละเอียด ฮ่า ๆ ทริปนี้ได้เพื่อนร่วมทีมดีครับ)


พวกเราเริ่มการกินมื้อแรกของเราที่ตลาดปลา Tomari Iyumachi (แน่นอนว่าชื่อตลาดปลาก็เพิ่งมาจากการค้นหาซักครู่ ฮ่า ๆ)

ของสดราคาไม่แพง แต่โดยรวมก็ตามคุณภาพครับ อร่อยและอิ่มเอมมากกับมื้อนี้ แนะนำว่ามานี่ต้องลองกินหอยนางรม
เสียดายนิดนึงเราไปกันวันอาทิตย​์พอดี ร้านเลยปิดไปหลายร้านเลย

เนื้อวาฬ ไหม ไม่รู้ แต่รูปมันติดเป็นวาฬ แต่มันแน่นเหมือนเนื้อหมู มีกลิ่นแบบปลา นึกภาพปลากระป๋องทูน่าอัดแน่น ๆ แล้วมาย่าง


ในช่วงบ่ายพวกเราก็มุ่งหน้าสู่ Busena Marine Park   เป็นรีสอร์ทที่ใหญ่ในเมือง Nago โดยมีจุดเด่นคือชายหาดอันสวยงาม และ ประภาคารใต้น้ำกลางทะเลที่ทำให้เราสามารถดูปลานานาชนิดได้

ชายหาด สวยน้ำใส

รถขนส่งนักท่องเที่ยวไปที่ต่าง ๆ ในรีสอร์ท แต่อากาศดี เราเลยเดิน แต่ขากลับมาไม่เดินแระ เหนื่อย

น้ำใส ลมแรงมากวันนั้น

เมื่อเดินเข้าไปในประภาคารที่ตั้งห่างจากชายฝั่ง 200-300 เมตร ก็จะประมาณนี้คือเราจะได้ไปส่องดูปลามากมาย ลอยไปลอยมาให้ได้ชม (ดูแล้วก็สวยงามมาก ไม่ต้องไปเสียเวลาลงไปดำน้ำทำลายธรรมชาติเลย)

ตรงนี้คือทางเดินไปสู่ประภาคารกลางทะเล ลมแรงเว่อร์


หลังจากที่เราดื่มด่ำกับธรรมชาติอันแสนงดงามและปลาที่ดูน่ากินไปแล้ว พวกเราก็หิวกันอีกแล้ว เลยแวะร้านน้ำแข็งใส ที่พี่กวางแนะนำมา เยี่ยมยอดมากครับ มันดีเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้ เป็นร้านที่ดู Local มาก มีแต่คนญี่ปุ่นเองแวะเวียนมาซื้อกันมากหน้าหลายตา

ร้าน 369 farm cafe (รีวิวจาก Tripadvisor)

บรรยากาศภายในร้านรองรับลูกค้าได้ไม่เกิน 10 ที่นั่ง เจ้าของร้านก็ดูเป็นครอบครัวทำกันเอง อบอุ่นดีมาก (ผู้ชายด้านขวาล่างยังโสด จีบได้ถ้าน่ารัก เค้ารวยและมีเงินมาก)

ไอติมรสชาติมันม่วง ของขึ้นชื่อของโอกินาว่า อร่อยมว๊าก ไม่หวานเกินไป รสชาติมันกำลังดีเลย จริง ๆ เราสั่งมาหลายรส คือ สตอเบอรี่ และ ฟักทอง อร่อยดีทุกรสเลย

มีวิธีการกินบอกด้วย ว่าต้องกินแบบไหนถึงจะดื่มด่ำความอร่อยด้วย สังเกตว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย


สถานที่ถัดมาเราไปกันที่ ORION HAPPY PARK ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเบียร์ยี่ห้อ Orion ที่ยอดนิยมในโอกินาว่า โดยจะมีการจัดส่วนของพิพิธภัณฑ์ความเป็นมา รวมทั้งขั้นตอนในการผลิตโดยจะมีผู้บรรยายพาเดินทัวร์ไปในแต่ละส่วนด้วย ซึ่งการเข้าชมจะต้องลงทะเบียนเพื่อจองรอบที่เราต้องการเข้าชมก่อน ไม่สามารถ walk-in เข้าไปได้ ยังไงก็ลองตรวจสอบเวลาและการเข้าชมให้เรียบร้อยก่อนน่ะครับ

จำลองร้านชำในยุคแรก ๆ

 

เนื้อหาการบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็จะมีแจกแฟ้มให้อ่านสคริปต์ที่ผู้บรรยายเล่าตามได้เป็นภาษาอังกฤษ

ไลน์การผลิต เราโชคไม่ดีที่ไปวันอาทิตย์ ทำให้ไม่เห็นตอนเครื่องจักรทำงาน

ตอนจบของการทัวร์ เราจะได้สิทธิในการเลือกว่าจะดื่มเบียร์ 2 แก้ว หรือ soft drink ไม่มีแอลกอฮอร์ (คนขับรถจะโดนบังคับไม่ให้ดื่มตั้งแต่ตอนลงทะเบียน มีการแจกเข็มกลัดติดเสื้อคนละสี) ซึ่งดีมากเบียร์สดที่นี่แรงดีเหลือเกิน


จากนั้นเราก็เดินทางกลับเข้าที่พักที่ได้จองไว้กับทาง Airbnb ครับ ซึ่งดีมาก สามารถเดินทางในเมือง Nago ได้อย่างสะดวกสบาย ติดกับริมทะเลทำให้เราได้เห็นทั้งยามพระอาทิตย์ตก ได้มองเห็นเวิ้งน้ำสุดลูกหูลูกตา

อาคารที่พักเหมือนเป็นคอนโด

 แสงอาทิตย์ยามเย็น กับคลื่นลมทะเลที่ดูสงบ กระแสลมเย็นที่มันโชยมากระทบหน้าของเรา มันช่างเป็นอีกวันที่น่าจดจำ แต่ลาก่อน เหนื่อยมาทั้งวัน บนเครื่องก็ไม่ได้นอน เลยขอเอนหลังงีบเพื่อเติมพลังก่อน


เมื่อพวกเรามีพลังจากการพักผ่อนกันไปแล้ว เราก็จัดการไปกินเนื้อย่างกันที่ร้าน Yakiniku no Ganaha
ต้องขอบคุณพี่กวางที่แนะนำร้านนี้จากวงใน เว็บแนะนำร้านอาหารอันดับ 1 ของไทยจริง ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่ในไทยแล้วน่ะครับ กำลังขยายร้านที่รีวิวในต่างประเทศด้วย ดังนั้นใครเดินทางไปต่างประเทศอยากหาร้านถูกปากคนไทยที่มาเที่ยวก็ลองเปิดแอพดูครับ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้เจอร้านเด็ด ๆ ราคาไม่แพงแบบพวกเราครับ

ราคาไม่แพง แถมอร่อยด้วย มื้อนี้ตกกันไปคนละ 600-700 บาท จริง ๆ ทางร้านก็มีแบบ Buffet น่ะครับ แต่ลองคำนวณดูแล้วเอาแบบนี้ดีกว่า

ความดีของร้านคือเตาถ่านครับ ไฟแรงมาก และ เนื้อที่ย่างก็หอมกลิ่นควันไฟ มันจะต่างจากเตาไฟฟ้าแบบทั่วไปครับ

แต่ไม่มีรูปเนื้อให้ดูน่ะครับ ฮ่า ๆ ผมรับรองว่าใช้ได้เลยครับ ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวก็แวะเวียนไปที่ร้านนี้ได้ครับ


ก่อนกลับยังที่พัก พวกเราก็ได้แวะซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อเครื่องดื่ม และ เนื้อดิบไปด้วย เพื่อย่างกินกันในที่พักต่อ ฮ่า ๆ เอาจริงร้านนั้นมันก็อิ่มน่ะครับ แต่ผมกับขิง (เพื่อนร่วมทางอีกคนที่สายเนื้อเช่นกัน) เห็นเนื้อมันดูน่ากินกันจริง ๆ ก็ตกลงปลงใจกันซื้อมาหลายแพคเลย ตุนไว้ตอนดึก ๆ ทำกินกันต่อซึ่งมันก็อร่อยไปอีกแบบ (เนื้อแค่มีเกลือจิ้มก็อร่อยแล้ว สุสยอด) พวกเราได้กิน ได้พูดคุยกันแลกเปลี่ยนแนวคิดในการใช้ชีวิตด้วย ได้มองเห็นมุมมองการมองโลกของแต่ละคนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย

สำหรับตัวผมแล้วมันคุ้มค่ามาก วันนี้ได้เจออะไรใหม่ ๆ มากมาย ผมก็เคยมาแล้วน่ะโอกินาว่า แต่สถานที่พวกนี้ผมก็ไม่เคยได้ไปตอนมาในครั้งนั้น มันเลยทำให้ผมเชื่อว่า การทำอะไรซักอย่างด้วยกันเป็นทีมมันทำให้เราไปได้ไกลและสุดจริง ๆ แม้ว่าจะมีหลายครั้งที่มันไม่ตรงกับสิ่งที่เราอยากทำ แต่ผมก็พยายามไป ไม่ปฎิเสธเพื่อที่จะได้เจออะไรใหม่ ๆ บ้าง

ติดตามกันต่อกับวันที่ 2 ในโพสต์ถัดไปครับ ขอให้สนุกกับการเดินทางครับ

 

 

Please follow and like us:

Comments