เอนหลังหนังสือ : REMOTE สร้างธุรกิจให้ได้ดี ไม่ต้องมีออฟฟิศ

หนังสือเล่มนี้เป็นผู้เขียนคนเดียวกันกับ Rework อันโด่งดัง หรือในชื่อไทยก็ Rework ยกเครื่องความคิด ซึ่งเป็นหนังสือแนวคิดการดำเนินธุรกิจในยุดปัจจุบัน ไว้ครั้งหน้าผมจะมาแชร์ในเรื่องที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มนั้นกันครับ สำหรับเล่มนี้ก็ตามชื่อของหนังสือ ที่ประเด็นหลักคือการที่เราเปิดบริษัท ให้เราได้ตั้งคำถามว่ามันจำเป็นไหมน่ะที่ต้องมี “ออฟฟิศ” หนังสือเลยเสมือนเปิดโลกแนวคิดการทำงานในรูปแบบใหม่ในการดำเนินธุรกิจแบบที่ แทบจะไม่ จำเป็นต้องมีออฟฟิศแล้วในยุคนี้ (มันก็ไม่ได้ใหม่แล้วน่ะครับ ในตอนนี้ ถ้าคุณได้ทำงานสาย IT ก็เริ่มมีหลายบริษัทที่ทดลองให้พนักงานทำงานในรูปแบบแบบ Remote)

ผู้เขียนคือคุณ Jason Fried และ David Heinemeier Hansson ผู้ก่อตั้งบริษัท Basecamp ขึ้นมาโดยใช้แนวทางการทำงานในรูปแบบ Remote ซึ่งเค้าทั้งสองก็จะมาแชร์ประสบการณ์ว่าข้อดี ข้อเสียคืออะไร และ การทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นต้องเจออุปสรรคที่ท้าทายในด้านใดบ้าง

ว่าแต่ Remote คืออะไร?

ก็คือการที่คนทำงานไม่จำเป็นต้องเข้ามานั่งทำงานในที่ ๆ เดียวกัน ในกรอบเวลาที่ทางบริษัทวางไว้ เช่น คุณต้องเข้าทำงานตอน 9 โมง และ ออกจากงานได้ตั้งแต่ 6 โมงเย็น เป็นต้น ซึ่งถ้าคนที่ทำงานก็คงคุ้นกันกับการทำงานในรูปแบบนี้น่ะครับ

ทำไมถึงควรทำ?

  1. ค่าเดินทาง อันนี้ถ้าคนในเมืองจะเห็นภาพแน่นอน เพราะ ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับค่าเติมรายเดือนบัตร BTS, ค่า Taxi, ค่าน้ำมันรถ หรือ ค่าทางด่วน
  2. เวลาที่หายไป อันนี้ค่อนข้างเป็นข้อที่มีน้ำหนักมาก เพราะ เวลาในการเดินทางมันกินเวลาของชีวิตเราอย่างมาก เช่น คุณต้องรีบตื่นตี 5 เพื่อรีบไปทำงานในเมืองให้ทัน 9 โมง สำหรับคนในกรุงเทพคงทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่งน่ะครับ แต่คนที่อยู่ในต่างจังหวัดคงไม่เป็นปัญหาในเรื่องนี้จากที่ผมเคยพูดคุยกับน้อง ๆ ในทีม
  3. อิสระ ในการจัดการเวลา พนักงานสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เวลาไหนกับเรื่องอะไร อีกทั้งมันยังส่งผลทำให้เกิดทักษะในการวางแผน การจัดการอีกด้วย เพราะ การที่เราจะต้องไปคุยกันกับแต่ละคนเราก็ต้องเตรียมตัวและนัดเวลาแต่ละฝ่ายให้เรียบร้อย
  4. Cost ของบริษัทที่ต้องแบกรับลดลง เช่น ค่าออฟฟิศ ค่าอุปกรณ์ออฟฟิศต่าง ๆ ก็ลดลงไปได้ ทำให้บริษัทสามารถนำเอาเงินส่วนนี้ไปส่งเสริมให้กับพนักงานนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง หรือ ออกไปใช้ชีวิตในที่อยากทำได้
  5. Productivity ของคนทำงานเพิ่มขึ้น ในแง่ทางอารมณ์ที่เห็นได้ชัด คือ คนทำงานไม่ต้องเหนื่อยในการรีบตื่นมาทำงานและต้องพจญภัยกับการเดินทางที่แสนวุ่นวาย อีกทั้งตอนทำงานก็ไม่โดน disturb จากคนอื่นอีกซึ่งหลายคนมักจะเจอปัญหานี้กัน
  6. ได้คนที่มีความสามารถมากยิ่งชึ้น เนื่องจากคนที่มีความสามารถมีอยู่ในหลายที่ เปรียบเปรยได้กับการที่มีช้างเผือกมากมายที่หลบซ่อนในป่า หรือ บางทีช้างเผือกที่อยู่ในเมืองก็สนใจอยากกับเข้าป่า ซึ่งการทำงานประเภทนี้จะทำให้เราได้ช้างเผือกมาร่วมงานมากขึ้น

นอกจากนี้ยังบอกถึงแนวทางกับปัญหาที่ต้องเจอและรับมือในการทำงานลักษณะนี้ เช่น การที่สื่อสารแบบไม่เห็นหน้ากัน ต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่เข้ามาช่วย (ทุกวันนี้คงไม่ใช่เรื่องยากแล้ว)

ผมชอบคำถามที่ผู้เขียนเตรียมไว้อันนึงคือ

“จะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานไม่อู้”

ผู้เขียนบอกชัดเจนเลยว่าการอู้มันเกิดขึ้นได้ทุกที่ครับ มีหลักฐานการวิจัยมากมายด้วยที่รองรับเรื่องนี้ ดังนั้นแทนที่จะเปลี่ยนเป็นคิดอย่างงี้ ลองคิดกลับคือ “เราจ้างเค้ามา เราต้องเชื่อใจคนทำงาน” ไม่มีใครอยากทำงานในสภาพที่เราถูกจ้องจะจับผิดหรอกครับ ยิ่งการทำงานแบบนี้เกิดขึ้นปัญหาต่าง ๆ ที่เคยอยู่ใต้พรมมันก็จะออกมามากขึ้น ดังนั้นนี่ไม่ใช่ข้ออ้างเลยว่าถ้าทำแล้วมันจะเกิดปัญหาแนวนี้ เรากำลังแก้ไขปัญหาผิดจุดหรือเปล่า?

จากการที่บริษัทนี้ทดลองทำก็พบว่าเค้าต้องตั้งกติกาว่าพนักงานไม่ทำงานเกิน 40 ชั่วโมง / สัปดาห์ เพราะเค้ากลัวว่าพนักงานจะทำงานต่อเนื่องเกินไปไม่ได้หยุดพักนั่นเอง ผมชอบไอเดียการมองว่ามันคือการที่เราตัดคำว่า Work life balance ที่โดนกำหนดโดยบริษัท ให้ถูกผลักเป็นการขีดเส้นเองของคนทำงานที่มีอิสระในการเลือก หรือ การใช้ชีวิต ซึ่งแค่คิดเราเป็นคนทำงานเราก็ Happy แล้วที่สามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้เอง

ความน่ากังวลอีกเรื่องคือ “ความเหงา” อันนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนบอกว่ามันคือข้อเสียไม่กี่ข้อที่น่าเป็นห่วง ต่อให้คุณได้สนุกกับการได้ออกไปทำงานในที่ใหม่ ๆ แต่การที่คุณไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกับเพื่อน ๆ ในทีมเดียวกันก็ทำให้เราเกิดความโดดเดี่ยวขึ้นมาได้ในระยะยาว ดังนั้นจึงแก้โดยการมีการสร้างช่องทางการพูดคุยผ่านโปรแกรมแชทในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน หรือ อาจจะมีการจัด Meeting แบบพบปะกันนอกสถานที่บ้างเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากเรื่องนี้ไป

ในแง่ของหนังสือแล้วมันเหมาะกับเจ้าของบริษัท หรือ ผู้ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจสำคัญของบริษัท (Managmen level) ครับ โดยเฉพาะยิ่งถ้าคุณเป็นคนทำงานที่ไม่คุ้นเคยกับการทำงานในรูปแบบนี้ ก็ยิ่งดีเลยครับ เพราะ ต้องลองเปิดใจดูรับเรื่องราวจากหนังสือ แต่สำหรับผมนั้น ผมมองว่าเนื้อหามันค่อนข้างบางครับ จับต้องไม่ค่อยได้ เอาจริง ๆ ก็เหมือนการได้อ่าน Case study ของบริษัทนี้มากกว่า เนื่องจากผู้เขียนก็บอกเลยครับว่าสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับบริบทของบริษัทของคุณเอง ถ้าตอบแบบหล่อ ๆ ก็ “It’s depends” ไม่มี Silver bullte ในการดำเนินการแน่นอน อยู่ที่ว่าคุณนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากแนวคิดนี้แล้วจะเริ่มทำมันยังไงและรับมือยังไงด้วยตนเองต่อไป ดังนั้นกับคนที่เคยทำหรือทดลองเรื่องพวกนี้บ้างแล้ววอาจจะได้เนื้อหาสำคัญอะไรไปไม่มากครับ แต่ก็คุ้มค่าที่จะอ่านเพราะมันก็คงมีหลายประเด็นที่คุณลืมนึกไปได้


  • แนวคิดนี้ลองอ่านเพิ่มเติมจากลิงค์ด้านล่างครับ ว่ามัน encourage คนทำงานในแง่ไหนอย่างไรบ้าง

เปิดตำราการ “จ้างงานแบบผู้ใหญ่” สไตล์ Netflix ลาเท่าไหร่ เบิกอะไรก็ได้ แลกกับประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน

  • ขอบคุณภาพหนังสือจาก : Se-ed

สำหรับตัวผมเองนั้น ตอนนี้ก็ได้มีโอกาสทดลองทำกับตัวเองแล้วครับ รวมทั้งมีแผนที่จะทดลองทำในช่วงปีนี้อีกด้วยกับทั้งบริษัท ซึ่งนอกจากเนื้อหาด้านบนจากหนังสือก็ยังมีหลายเรื่องที่ผมได้เจอรวมทั้งการวางแผนทำให้เกิดขึ้น ซึ่งในครั้งหน้าก็จะได้มีโอกาสแชร์กันครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างจากการทดลองทำ

Please follow and like us:

Comments