รีวิวการนั่งรถไฟขบวนพิเศษ อุดรวิถี สายกรุงเทพ – เชียงใหม่

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่จะบอกเล่าประสบการณ์ของผมในการได้นั่งรถไฟขบวนพิเศษนั่นก็คือขบวนอุดรวิถี จากกรุงเทพ ไปยัง เชียงใหม่น่ะครับ

ขบวนรถไฟสายนี้จะเดินทางจาก กรุงเทพ เวลา 18.10 > ถึง เชียงใหม่ เวลา 7.00 นั่นคือขบวนหมายเลข 9
ส่วนขบวนที่มาจาก เชียงใหม่จะออกจากเชียงใหม่ 18.30 > ถึง กรุงเทพ ประมาณ 7.00 ซึ่งคือขบวนหมายเลข 10 ครับ
การเดินทางทั้งสิ้นใช้เวลา 12 ชั่วโมงเท่านั้นน่ะครับ ถ้าเทียบกับเครื่องบินที่ใช้เวลา 50 นาที และ รถทัวร์ที่ใช้เวลา 7-8 ชั่วโมงแล้ว

จะมานั่งทำแมวอะไร?! ในเมื่อมันใช้เวลาโคตร “นาน” กว่าการเดินทางรูปแบบอื่น ๆ

คำเดียวเลยครับ… ผมแค่อยากลองนั่งดู เพราะ การนั่งรถไฟครั้งล่าสุดของผมมันก็ผ่านไปตั้งเกือบ 10 ปีแล้ว
ผมก็เคยคุยกันกับคนรอบตัว ส่วนใหญ่ก็จำกันไม่ได้แล้วว่าตัวเองได้นั่งรถไฟครั้งล่าสุดตอนไหน…

เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

การซื้อตั๋วรถไฟ สามารถทำได้ 3 ช่องทางด้วยกัน

  1. ทางเว็บไซต์ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/ ช่องทางนี้ง่ายและสะดวก สามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตออนไลน์ได้เลย จุดที่ไม่ค่อยดีคือผมไม่สามารถเลือกที่นั่งได้มากเนื่องจากตั๋วจะโดนกันที่ให้มาขายในระบบในจำนวนที่น้อย (เคล็ดลับ : ถ้าเข้ามาจองแล้วเหลือที่นั่งที่ไม่ถูกใจเรา ให้ลองเข้าระบบมาใหม่ มันจะมีที่ใหม่ ๆ ​โผล่ขึ้นมา) แต่ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ ไม่ว่าคุณจะจ่ายหรือซื้อตั๋วด้วยเว็บไซต์คุณก็ต้องพิมพ์เอาตั๋วจริง ๆ ออกมาเป็นกระดาษไว้ใช้ตอนขึ้นรถไฟน่ะครับ เข้… มีความย้อนแย้ง
  2. ผ่านทาง Callcenter ช่องทางนี้สามารถสอบถามตั๋วและที่นั้งได้มากกว่าที่มีในระบบครับ พนักงานก็น่ารักบริการดีมาก ๆ เราสามารถสอบถามและสามารถให้ข้อมูลที่มีประโยชน์กับเราได้ แต่ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ ช่องทางนี้แค่รับจองน่ะครับ คุณต้องรีบไปชำระเงินเพื่อรับตั๋วจริงภายใน 48 ชั่วโมง ไม่งั้นตั๋วคุณก็จะหลุดครับ เยี่ยม… มีความน่าสนใจมาก
  3. ผ่าน Counter สถานีรถไฟ อันนี้ก็ปกติครับ สอบถามพนักงานและกำตังก์ได้ตั๋วจริงออกมา ก็จบเลยตามรูปแบบทั่วไปครับ

ราคาเป็นอย่างไรบ้าง?

ต้องบอกก่อนน่ะครับว่าสายนี้ไม่ใช่ราคาทั่วไป มันมีความ สะอาด, มีความปลอดภัย และ ที่สำคัญขบวนยังดูใหม่มีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ให้ลืมภาพรถไฟแบบเดิม ๆ ไปเลยครับ

ราคามีอยู่ 2 เรท

  1. ชั้น 1 จะมีห้องแบ่งขัดเจน แต่ละห้องจะมีที่นั่งแค่ 2 ที่นั่งเท่านั้น ราคาจะอยู่ที่ ประมาณ 800 กว่าบาท โดยเตียงด้านบนจะล่างจะแพงกว่าด้านบนเล็กน้อย (ด้านล่างจะเห็นวิวจากกระจกได้)
  2. ชั้น 2 ไม่มีการแบ่งเป็นห้อง แต่แบ่งด้วยม่านกันแสง นึกภาพเหมือนการนอน Hostel ที่จะมีที่นอนเยอะ ๆ อยู่ในขบวน ราคาอยู่ที่ประมาณ 700 บาท เช่นกันกับชั้น 1 คือราคาเตียงล่างจะสูงกว่าด้านบนเล็กน้อย

ทีนี้ถ้าเราอยากนอนชั้น 1 แบบเหมาห้อง เราก็มี 2 ทางเลือกด้วยกันครับ

  1. หาเพื่อนนอนด้วย หรือ พาคู่รักของคุณไป แต่ละคนก็จ่ายในราคาปกติครับ
  2. ไปคนเดียว เหมาห้องเลยก็เปรียบเสมือนคุณซื้อสองที่นั่ง ดังนั้นราคาก็เท่า ๆ กับการซื้อสองที่นอนแหละครับ

ลองดูรายละเอียดราคาได้ที่นี่ครับ http://www.railway.co.th/main/train/popular.html

สำหรับทริปการเดินทางครั้งนี้ของผมนั่งชั้น 2 ครับ ไว้โอกาสหน้าได้นั่งชั้น 1 จะมารีวิวกันให้น่ะครับ


ขบวนรถไฟของเรา ตู้หลังสุดจะเป็นตู้ของชั้น 1 ครับ

หัวลำโพง หรือ ชื่อจริงคือสถานีกรุงเทพ นานมากแล้วที่ไม่ได้มา

ชมงานศิลปะก่อนขึ้นรถไฟ เข้… มันอย่างกับ Final destination โหดร้ายเหลือเกินแต่ละภาพ

ภาพที่ประดับมันมีความแนวแบบบอกไม่ถูก เลยไม่ชัวว่าแนวไหน แต่ดูแล้วมี Impact กับเราอย่างมาก

เมื่อขึ้นมาขบวนในตู้ชั้นที่ 2 ก็จะมีที่นั่งแบบหันหน้าหากันครับ ซึ่งเก้าอี้นี้จะถูกแปลงร่างเป็นที่นอนของเราตอนมืด ๆ ครับ

เริ่มออกเดินทางจากสถานี้ ตรงเวลาเป๊ะมาก ถ้ามาก่อนซัก 5 โมง ก็ขึ้นมานั่งรอบนรถไฟได้เลยน่ะครับ ส่วนมากผู้โดยสารจะเป็นนักท่องเที่ยวครับ เนื่องจากราคาก็ไม่ได้ถูก และ เป็นการเดินทางที่ใช้เวลา สำหรับคนไทยมันเลยดูไม่คุ้มค่า แต่กับการเดินทางเชิงท่องเที่ยวนี้สนุกดีครับ เพราะ ตลอดทางเราจะได้เห็นวิถีชีวิตของชุมชนต่าง ๆ เสียดายอย่างนึงคือเที่ยวของรถไฟมันออกตอนเย็นถึงตอนเช้า ทำให้เราสัมผัสได้แป๊ปเดียวท้องฟ้าก็มืดแล้ว

เมื่อค่ำคืนมาถึง เจ้าหน้าที่ประจำตู้ก็จะจัดเตียงให้เรา จากที่นั่งที่เรานั่งหันหน้ากันเมื่อช่วงเย็น ก็กลายเป็นเตียงให้เรานอน ไม่นิ่มไม่แข็งไป นอนแล้วไม่ปวดหลัง อีกทั้งยังมีไฟหัวเตียง มีช่องชาร์จมือถือได้ด้วย จะเห็นว่าม่านจะปิดไม่สนิทน่ะครับ ไฟตรงทางเดินในขบวนจะเปิดทั้งคืน ดังนั้นใครไม่ชอบการนอนแบบไฟสว่างก็ต้องหาที่ปิดตามาด้วย

ลองเดินมากลางขบวนก็มีตู้เสบียงขายอาหาร, เครื่องดื่ม และ ขนม ซึ่งราคาก็ไม่ได้สูงกว่าก่อนขึ้นรถไฟมากนัก มีที่นั่งอยู่ประมาณ 30-40 ที่ได้ ในช่วงหัวค่ำคนจะเยอะเป็นพิเศษ ผมเลยแนะนำว่ามาเดินดูซักหลัง 4 ทุ่มครับ มานั่งกินน้ำกินขนมที่นี่ก่อนนอน

เช้าแล้วครับ สถานีที่ถึงก็เป็นลำปาง พอซัก 6 โมงกว่า ๆ พนักงานก็จะเดินเก็บเตียงให้กลับมาเป็นที่นั่ง เราก็เตรียมตัวล้างหน้าล้างตาได้เลย ไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงปลายทางของเรากันแล้วครับ


โดยรวมทริปการเดินทางครั้งนี้ สำหรับผมแล้วมันสนุกดี ได้เจอประสบการณ์ใหม่ในการนอนบนรถไฟ (นอนไม่ค่อยหลับ จากเสียงรถไฟ ฮ่า ๆ) ได้อ่านหนังสือแบบยาว ๆ เพราะบนขบวนไม่มีอะไรให้ทำเลย มันทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าจะไปอีกไหม ผมก็ตอบว่าน่าเดินทางด้วยรถไฟอีกแน่นอนถ้ามีเวลาและโอกาสครับ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยนั่งก็ลองเลยครับ แม้ว่าตั๋วราคาจะพอ ๆ กันกับเครื่องบิน แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เปรียบในเรื่อง “เวลา” ครับ แต่การได้ “เวลา” ที่ได้อยู่กับตัวเองเพิ่มขึ้น มันก็คุ้มค่าดีไม่ใช่หรอครับ?

Please follow and like us:

Comments