เอนหลังหนังสือ : Sapiens: A Brief History of Humankind

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Yuval Noah Harari นักประวัติศาตร์ชาวอิสราเอล ดังนั้นการตีพิมพ์ครั้งแรกของหนังสือเล่มนี้ที่ออกมาจึงตีพิมพ์เป็นภาษา Hebrew ในปี ค.ศ. 2011 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งมีบุคคลสำคัญระดับโลกอย่าง Bill Gate แนะนำว่ามันคือหนังสือที่ทุกคนควรได้อ่าน

ภาพปกจาก : https://readery.co/9786163016560

จากที่ผมเคยอ่านคาไว้ในฉบับภาษาอังกฤษประมาณกลางเล่ม และ ไม่ได้เอาหยิบมาอ่านอีกเลย เพราะ ผมเจอความยากของศัพท์ครับ 55 มันมีหลายคำที่ไม่ได้ใช้ในชีวิต บางคำมันก็คือศัพท์วิชาการ บางคำมันก็คือศัพท์ที่เกี่ยวกับเรื่องเชิงลึกในศาสตร์นั้น ๆ ที่ผู้เขียนกำลังถ่ายทอด ทำให้ส่วนตัวแล้วมันอ่านยากสำหรับผมน่ะครับ แต่ตอนนี้เราคนไทยได้มีโอกาสอ่านฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยกันแล้ว จากสำนักพิมพ์ยิปซี นั่นเอง ในชื่อไทยคือ เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ

เมื่อผมได้ทราบข่าวของการ Pre-order หนังสือเล่มนี้ในภาษาไทย ผมก็ไม่รอช้าที่จะสั่ง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยครับผม

สำหรับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะเล่าที่มาที่ไปตั้งแต่กำเนิด Big bang มาจนถึงปัจจุบัน กับเหตุการณ์ที่เกิดในยุค 90 ที่เพิ่งผ่านไปไม่ถึง 10 ปีมานี้ ผมมองว่าความสนุกของหนังสือคือการที่เราได้เสมือนนั่ง Time machine ท่องข้ามการเวลา เพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนำเอามาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล

หนังสือจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน

  1. ยุคของการเริ่มต้น ที่เราจะได้เห็นความเป็นมาของ Homo sapiens เผ่าพันธ์ของเราว่าทำไมถึงอยู่รอดมาได้แค่เผ่าพันธ์เดียวจนปัจจุบันนี้ เราจะได้เห็นการกระเพื่อมของการวิวัฒนาการผ่านเรื่องเล่าประกอบหลักฐานทางโบราณคดี และ ชีววิทยา ไปจนถึงสิ่งที่ทำให้เรารอดมาได้นั่นก็คือ “จินตนาการ” กับ “ความเชื่อ” นี่คือกุญแจสำคัญของการทำให้เราก้าวมาสู่การเป็นผู้ครองโลกได้ในปัจจุบัน
  2. ยุคการทำเกษตรกรรม ที่ผู้คนต่างพากันตั้งรกราก ลงหลักปักฐาน เริ่มที่จะสร้างสังคมของตนเอง มีทั้งเรื่อง “ความเชื่อ” ในเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง การวางรากฐานแนวคิดในการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิมในยุดแรก รวมทั้งเริ่มเกิดการการแลกเปลี่ยนผ่านตัวกลางนั่นก็คือการสร้าง “ระบบเงินตรา” ขึ้นมา
  3. ยุคแห่งการก่อร่างสร้าง “จักรวรรดิ” ขึ้นมา มีการวางรากฐาน นำเอาหลัก “ความเชื่อ” และ “ศาสนา” มากำหนดเป็นกติกาในการอยู่ร่วมก้นที่มีสังคมที่หลากหลายและมากยิ่งขึ้นจากอดีต
  4. ยุคแห่งวิทยาศาสตร์ ที่ผู้คนต่างพึ่งพาหลักการทาง “วิทยาศาสตร์” ที่นำมาซึ่งการได้ออกไปค้นพบอาณานิคมใหม่ ทั้งในโลก และ สิ่งที่มีชีวิตทุกสิ่งมีชีวิตไม่เคยฝันว่าจะทำได้ นั่นก็คือการที่ได้ไปเหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของเรา

ในแต่ละหัวข้อก็จะมีการนำเอาทฤษฎี และ การค้นพบต่าง ๆ ของแทบจะทุกศาตร์สาขาวิชา นำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว อย่างปรานีต ทำให้เราเห็นถึงที่มาที่ไปต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจมากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างเกื้อหนุนกันทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ตามมา เราจะได้พบเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งต่อให้การค้นหาข้อมูลเดี๋ยวนี้จะง่ายมากขึ้น แต่ถ้าคุณจะพยายามรวบรวมเรื่องแบบนี้ด้วยตนเองก็ต้องเสียเวลาไปนานเลยกับการรวมรวมในสิ่งที่ผู้เขียนพยายามถ่ายทอดให้เราได้รับ ดังนั้นนี่คือองค์ความรู้ที่มีค่ามาก ที่ผู้เขียนได้พยายามศึกษาอย่างหนักเพื่อเรียงร้อยเป็นเรื่องเดียวกันให้ออกมาเป็นเสมือนภาพขนาดใหญ่ที่บอกเล่าความเป็นมาของ “มนุษย์” ได้อย่างดี

ทำไมตัวเลขถึงสำคัญกับเรา มันมีความสำคัญขนาดที่จะมาก่อนจะมีภาษาเขียนอีกด้วยซ้ำ

ทำไม Homo sapiens ถึงได้รับชัยชนะเหนือสายพันธ์อื่น ๆ

และ อีกหลากหลายคำถามที่คุณอ่านไปแล้วจะได้พบคำตอบ ซึ่งมันก็จะไปกระตุ้นให้เกิดคำถามใหม่ ๆ

 

สำหรับผมแล้ว มันทำให้กระจ่างอย่างมาก ทุกสิ่งอย่างที่ถูกวางรากฐานนี้มันเกิดได้ด้วย “จินตนาการ” จริง ๆ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะพยายามเล่าที่มาที่ไป แต่สิ่งนึงที่ผมสัมผัสได้มันก็คือเสมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในสิ่งที่ “สมมติ” ขึ้นมา มากกว่าที่จะมองสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็นไป ซึ่งสิ่งนี้มันทำให้ “มนุษย์” สามารถขับเคลื่อนไปได้

ในแง่ของการอ่านเล่มนี้แล้วมันก็จะมีช่วงกลาง ๆ แหละครับ จุดอ่อนของผม 55
ที่ผมอ่านแล้วหลุดไปบ้างในแง่ทัศนะคติในความเชื่อแต่ละแบบ อาจจะเพราะมันมีหลายเรื่องที่ต้องจดจำและทำความเข้าใจ ทำให้บางทีผมก็เก็บได้ไม่หมด อ่านแบบถอยหน้าถอยหลัง แต่ผู้แปลก็พยายามช่วยผมอย่างมากในการใส่คำอธิบายเพิ่มเติมไปจากต้นฉบับ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่าผู้แปลต้องทำการหน้กมากเพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปที่ไม่ได้คุ้นกับคำ หรือ ชื่อเหล่านี้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างไม่สะดุด จุดนี้ผมต้องยกความดีให้กับผู้แปลเลยครับที่ทำการบ้านมาอย่างดี

มุมของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้มันเหมาะกับทุกคนเลยครับที่คือ “Homo sapiens” มันทำให้เรามองเห็นกำพืดของเราได้ดีในหลายแง่มุมที่ไม่เคยคิดถึง บอกได้เลยครับว่าคุณจะวางหนังสือไม่ลงอยากลุ้นที่จะเจอคำตอบใหม่ ๆ ซึ่งเล่มนี้ทำให้ผมอ่าน 4 วันรวดจากความหนา 550+ หน้า มันทำให้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของทุกเย็นของตัวผมเองเพื่อรีบกลับบ้านมาอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อให้จนจบ บอกได้สั้น ๆ ว่า สนุก จนวางไม่ลงครับ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พร่ำบอกเราแค่เรื่องใน “อดีต” แต่มันกำลังบอกใบ้เล่าเรื่องราวของ “อนาคต” 

สำหรับเล่มต่อไปของผู้เขียนของท่านนี้ก็คือ  Homo Deus: A Brief History of Tomorrow21 Lessons for the 21st Century ซึ่งถ้าผมมีโอกาสได้อ่านก็จะมาแนะนำกันอีกทีครับ

Please follow and like us:

Comments