เอนหลังหนังสือ : ไม่ต้องชอบขี้หน้าก็ทำงานด้วยกันได้

ชื่อของหนังสือเล่มนี้มันโคตรล่อแหลม แต่เนื้อข้างในไม่ได้ดุเดือดแบบที่คุณคิดครับ เพราะส่วนใหญ่ว่าด้วยเรื่องตัวตนของเราเองล้วน ๆ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่แปลมากจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผู้เขียนคือโค้ช ผู้เชี่ยวชาญทางด้านบรรดาคุณแม่มือใหม่ (แนวทางการรับมือคุณลูก กับ คุณสามี) ซึ่งหลายเรื่องในคลาสของผู้เขียนเองก็สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้ ทำให้เกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เน้นไปที่การทำงานร่วมกันกับคนอื่นอย่างสันติ

https://readery.co/9786163711083

 

ซึ่งส่วนแรกของหนังสือนั้นเริ่มด้วยการที่เราต้องพยายามเข้าใจตนเองก่อนให้ได้ โดยเริ่มจากการเปรียบเทียบโดยแบ่งคนเป็น 2 แบบซึ่งแบ่งตามรูปแบบความคิดนั่นก็คือ

  1. คนที่อยู่กับอนาคต มักจะวาดฝันในสิ่งที่ตนเองอยากทำ และ ก้าวไปเรื่อย ๆ ตามกแผนที่วาดไว้ มักมีการวางแผนในระยะ 3 ปี และ 5 ปี เป็นต้น
  2. คนที่อยู่กับปัจจุบัน คือคนที่ชอบทำสิ่งที่มีในปัจจุบัน เลือกโอกาสตรงหน้าทดลองทำไปกับ ไม่ได้มีแผนระยะยาว

ซึ่งตัวผมก็คนแบบข้อ 2 เลยครับ ทุกวันนี้ทำงานเปลี่ยนสายไปมา โดย ตลอด 4 ปีในการทำงาน ผมได้ทำหลายอย่างมาก ได้ทำในหลายหน้าที่ ถ้าจะไปเล่าว่าที่มาที่ไปมันคืออะไรตัวผมเองก็คงจะบอกไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่อยู่ในแผนของผมเพราะเอาจริงแล้วมันโคตรไม่ตรงกับสิ่งที่ผมคิดไว้ตอนเรียนเลย แต่ผมรู้แค่ว่าทุกวันได้ทำงานที่สนุกแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว ซึ่งผู้เขียนก็เป็นคนแบบที่ 2 เช่นเดียวกันกับตัวผมซึ่งจะเห็นว่ามันก็มีข้อเสีย ข้อดีในแต่ละแบบ เมื่อความคิดต่างกันมันก็เลยส่งผลให้พฤติกรรมแสดงออกมาแตกต่างกันไปด้วย

ดังนั้นผู้เขียนพยายามจะให้เรารับรู้ถึง ความแตกต่าง ของแต่ละคน

หลังจากนั้นหนังสือจะพาเราไปหาจุดแข็งของตัวเราเอง และ พยายามให้คุณมองว่าจุดแข็งของแต่ละคนคืออะไร แล้วเราจะรับมือมันได้อย่างไรบ้าง?

อีกประเด็นที่มีความน่าสนใจที่ผู้เขียนบอกเล่าก็คือ โดยพื้นฐานของมนุษย์แล้วทุกคนต้องการ การยอมรับ และ การมีตัวตน ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่ามันคือความจริงเลย หลายครั้งถ้าเรายอมรับคนคนนั้นแล้วสิ่งที่เราได้นี่แทบจะดีเกินกว่าสิ่งที่เราคาดไว้

พีระมิดของการยอมรับ

พีระมิดนี้มี 3 ขั้น ด้วยกัน โดยปกติเราจะไปยอมรับคนอื่นจากขั้นบนสุด นั่นคือการยอมรับไปที่สิ่งที่เค้าทำออกมาแล้ว เช่น การทำงานได้เสร็จตรงตามเวลา

ส่วนขั้นที่สองคือการกระทำ เช่น การตั้งใจเรียนรู้งานอย่างไม่ลดละ

ส่วนขั้นล่างสุดคือ การยอมรับในการมีตัวตนอยู่ ตรงนี้ล่ะครับ จะเห็นว่ามันคือส่วนที่สำคัญที่สุดเลย ซึ่งหลายคนก็ลืมไปว่ามันอาจจะมีคนนึงอยู่ในมุมมืด ๆ ของทีมเราซึ่งเราแทบไม่เคยให้ความสนใจในตัวเค้า เลย

ผู้เขียนพยายามใช้จุดนี้ในการยอมรับ การมีตัวตน ของบุคคลซึ่งมันส่งผลทำให้เค้าสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ออกมาได้ดีจนน่าใจหาย ผู้เขียนได้เล่าประสบการณ์​ในการทำงานที่เป็นตำแหน่งผู้จัดการ ที่เมื่อก่อนได้ลงไปพื้นที่พูดคุยกับทีมงานอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียว พยายามสนอกสนใจในตัวตนของแต่ละคน สิ่งนี้ทำให้ทุกคนที่ทำงานด้วยเต็มที่เพราะผู้จัดการคนนี้ (ตัวผู้เขียนเอง) มองเห็นคุณค่าของแต่ละคนนั่นเอง ลองเริ่มง่าย ๆ ด้วยการรู้จัก “ขอบคุณ”, การทักทาย และ การพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเค้าเอง สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนในทีมของคุณทราบว่าคุณนั้นยอมรับการมีตัวตนของเค้า

เริ่มต้นด้วย Yes… เสมอ

ซึ่งมันก็ส่งผลให้เรามีความคิดที่จะยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ก่อนที่เราจะกระทำการบางอย่างออกไป ซึ่งจุดนี้ทำให้ผู้ที่กำลังสนทนาด้วยรู้สึกดีอย่างมาก และมันจะทำให้ผลดีนี้เกิดขึ้นในการพูดคุยในเรื่องถัด ๆ ไป ซึ่งเราควรเริ่มด้วย Yes นั่นคือพยายามเข้าใจสิ่งที่เค้าต้องการสื่อสารก่อน ที่จะเริ่มบอกเหตุผลของตัวเราเองให้เค้าฟัง (ผมก็มีแนวความคิดคล้ายกันกับเรื่องนี้คือเวลาที่เราเจอคนกำลังมาหาเราด้วยปัญหาหรือมีอารมณ์บางอย่างอยู่ ให้หยุดฟังเรื่องราวทั้งหมด พยายามทำความเข้าใจก่อน ส่วนหลังจากนั้นจะช่วยได้หรือไม่ก็ค่อยอธิบายกันไป เราจะไม่เริ่มด้วยการตั้งป้อมตอบโต้ไปทันที ซึ่งส่วนมากจะเสียเวลาไปกับการคุยที่ไม่ได้ข้อสรุปออกมา)

การรับมือกับความโกรธ

ถ้าอีกฝ่ายมาด้วยกับความโกรธให้มองว่าเป็นปัญหาของอีกฝ่าย ส่วนเราเลือกใช้วิธีการยอมรับฟัง และ เลือกใช้การตัดสินโดยไม่ต้องมีอารมณ์ไปเกี่ยวข้องยึดตามหลักเหตุและผลเสมอ (ไม่ใช้อารมณ์ไปตอบโต้คู่สนทนา)

ถ้าเราโกรธเองล่ะ ก็เลือกหาสาเหตุว่าเราโกรธเพราะอะไรกันแน่ แล้วสนใจไปที่สาเหตุนั้นซึ่งตรงนี้จะทำให้เราลืมอารมณ์โกรธไปได้ นำเอาหลักเหตุผลมาแก้ไขเช่นกัน (ไม่ให้อารมณ์นำการกระทำ)


เล่มนี้ทำให้ผมนึกถึงหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกันกับตนเอง มันก็แปลกดีที่หลายความคิดมันตรงกันกับความคิดของผมเองที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเองมาในการทำงานร่วมกันกับคนอื่น ๆ ซึ่งมันก็น่ากังวลที่หนังสือเล่มนี้เหมือนมองตัวเองในกระจกเพราะเรื่องราวต่าง ๆ มันไม่ได้ไหมสำหรับตัวผมเลย แทบจะทุกเรื่องคือสิ่งที่ผมใช้อยู่แล้วในการดำเนินชีวิต แต่สำหรับคนอื่น ๆ ผมก็อยากให้ลองหามาอ่าน เพราะ ผู้เขียนก็ไม่ได้นำเอาแนวคิดแปลก ๆ มาอธิบาย หลายเรื่องผมเชื่อว่าถ้าผู้อ่านเคยทำงานร่วมกันกับผู้อื่นมามาก ก็จะรู้วิธีการรับมือหลายท่าที่หนังสือเล่มนี้พยายามถ่ายทอด ดังนั้นสื่งที่ผมได้จากหนังสือเล่มนี้คือการได้เห็นตัวเองสะท้อนในกระจก ทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำทุกวันมันมีจากสาเหตุอะไรในมุมของคนอื่น (บางเรื่องผมก็ทำไปแล้วอธิบายไม่ได้ เล่มนี้ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น)


สำหรับเนื้อหาและความคุ้มค่าผมยังมองว่าเล่มนี้ไม่ได้ถึงขนาดที่ต้องหามาอ่านครับ เนื้อหาที่ต้องการสื่อสารมีแค่ไม่กี่หัวข้อ เนื้อหาจึงค่อนข้างบางเบา แต่ผู้เขียนใช้การเล่าเรื่อง และ การอธิบายโดยละเอียดจุดนี้ทำได้น่าสนใจดี สำหรับข้อดีคืออ่านเข้าใจได้ง่ายเนื่องจากประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อมีอยู่ไม่หลากหลายนัก ผู้เขียนมีการสรุปประเด็นไปตลอดเรื่องราวที่เล่า รวมทั้งยังมีการสอดแทรกการ์ตูนประกอบสถานการณ์ทำให้เห็นภาพมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนตัวผมก็ยังมองว่าหนังสือเล่มนี้มีแนวคิดที่ดีเหมาะมากกับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ คนที่ไม่ค่อยถนัดในการทำงานกับคน แต่สำหรับคนที่ทำงานกับคนเป็นประจำอยู่แล้วเล่มนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์มากนักในแง่ความคุ้มค่าครับ

Please follow and like us:

Comments