เอนหลังหนังสือ : OUT / LINE

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ Art jeeno เอาจริง ๆ ผมก็ตั้งใจหาอ่านมาหลายทีแล้วเพราะเห็นหลายคนค่อนข้างชอบผลงานของนักเขียนคนนี้ ดูได้จากความนิยมในงานหนังสือ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะปีที่แล้วมั้ง เห็นคนรุมต่อแถวกันซื้อหนังสือ ขอลายเซ็นกันเต็ม

ผมได้ลองอ่านผ่านตาดู ก็พบว่าหนังสือส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็นการเล่าผ่านภาพ ประกอบคำบรรยาย ซึ่งภาพที่วาดก็จะแนวเหมือนไม่เสร็จ 55 แต่มันก็ดูเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่น่าจดจำไปอีกแบบ ผมก็ไม่ได้หามาซื้อหรืออ่านต่อ เพราะคิดตั้งแง่ว่าเราคงไม่ใช่แนวนั้นแน่ ๆ

หลังจากนั้นก็ผ่านไปเกือบปี ผมก็ได้มีโอกาสไปเดินเล่นงานสัปดาห์หนังสือที่เชียงใหม่ จึงได้พบกับกองหนังสือลดราคา 25 บาท บ้าง 50 บาทบ้าง เล่มละ 100 บ้าง ซึ่งหนังสือน่าสนใจเยอะมาก เป็นหนังสือที่ไม่ได้เก่าแบบเลหลัง เก่าไม่เกินปีแน่ ๆ บางเล่มนี่เพิ่งออกต้นปีมั้ง ผมเลยไปสะดุดตากับเล่มนึงของชื่อคนเขียนคนนี้ ซึ่งก็คือ OUT / LINEชื่อของหนังสือเล่มที่ผมกำลังจะเล่าให้ทุกคนฟังนี้แหละครับ

ผมลองหยิบทันที (อาจจะด้วยราคาที่ลดเกินครึ่ง มันทำให้ผมหน้ามืด) โดยไม่ได้อ่านเลยว่าเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร แต่ก็ลองดูเพราะมันต้องมีอะไรสนุกรอเราอยู่

นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมหยิบหนังสือซื้อโดยไม่ได้ตั้งใจเลือก ปกติผมจะอ่านรีวิว หรือ หาข้อมูลมาก่อน การเดินไปร้านหนังสือคือการไปยืนอ่านเล่มที่สนใจแล้วก็กำตังค์ไปจ่ายเงินที่เคาเตอร์อย่างรวดเร็ว น้อยครั้งจะได้หนังสือที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่นั้นก็มักจะมาจากการที่ผมไปเดินอยู่ตรงโซน Best seller

ผมชอบยืนดูหนังสือในหมวดนั้นตั้งแต่เด็ก ๆ มันค่อย ๆ บอกใบ้เราว่าตอนนี้สังคมกำลังต้องการอะไร?

ตอนเด็กหนังสือที่มักขึ้น Best seller มักเป็นหนังสือการลงทุน การจัดการเงิน เมื่อเทียบเคียงมันก็คงมาจากยุคที่เพิ่งผ่านปี 40 กันไป ทำให้คนสมัยนั้นต้องการเสริมความรู้ในเรื่องการเงินมากยิ่งขึ้น จากนั้นมันก็ค่อย ๆ มาเป็นแนวจิตวิทยา การจัดการตนเอง ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกมากถ้าหนังสือแนวนี้จะขึ้นเป็น Best seller ได้ในสมัยก่อน หนังสือแนวนี้แทบไม่มีหมวดเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ… มันน่าสนใจจริง ๆ


กลับมาที่หนังสือ OUT / LINE กันต่อแล้วกันครับ นอกเรื่องไปซะไกล

โดยความเก๋ ของหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นที่คำนำของ บก. นั่นเอง แกออกตัวเลยว่า เค้าไม่เคยเขียนคำนำโดยไม่เห็นต้นฉบับหนังสือที่ยังไม่เสร็จแบบนี้มาก่อน แค่เปิดมาเท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่า แล้วไอ้หนังสือเล่มที่เราถืออยู่มันรอดฝั่งมาได้ยังไงกัน

บทแรกเริ่มด้วยการเปิดว่า ผู้เขียนได้รับภารกิจให้เขียนหนังสือเล่มนี้แหละ ให้มันเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อให้ทันกับการเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือที่จะถึงนี้ ซึ่งงานมันมีแค่ปีละ 2 ครั้ง งานนี้เป็นงานใหญ่ที่จะทำให้นักเขียนแต่ละคนได้เปิดตัวหนังสือของตัวเองเป็นโอกาสที่จะได้กอบโกยเงิน ซึ่งตามสถิติที่ผู้เขียนบอกเล่าไว้นั้นโดยเฉลี่ยหนังสือเล่มนึงก็จะต้องใช้เวลา 4–5 เดือนในการเขียน

แล้วโจทย์อันนี้มันดันหดเหลือเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ความสนุกของเรื่องราวเหล่านี้จึงบังเกิดขึ้นผ่านการบอกเล่าผ่านภาพการ์ตูนอันเรียบง่าย

สิ่งนึงที่หนังสือเล่มนี้ทำให้อ่านแล้วสนุกคือการลำดับเรื่องราวที่น่าสนใจ มีการตัดสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์ในอดีต กับ เหตุการณ์ปัจจุบันนั้นคือการเขียนหนังสือเล่มนี้ให้จบ สิ่งที่ได้คือเรื่องราวตั้งแต่ผู้เขียนที่เรียนจบจากเชียงใหม่ ต้องระเห็ดระเหมาทำงานกับสำนักพิมพ์ Salmon ได้เห็นเรื่องราวจิกกัด รวมทั้งการขยายตัวของทีมงานอย่างรวดเร็ว ผ่านสายตาของนักเขียนเอง

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมสนุกเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของนักเขียน สิ่งที่เค้าต้องเจอในอาชีพของเค้า ถ้าผู้เขียนเลือกการบอกเล่าออกมาเป็นเพียงตัวหนังสือก็คงไม่สนุกเท่ากับการถ่ายทอดออกมาเป็นภาพได้เท่านี้

หนังสือเล่าถึงเรื่องที่น่าสนใจ… นั้นก็คือ อะไรคือแรงจูงใจในการทำงานกันแน่?

ผลงานเล่มแรกของนักเขียนนั้น มันเกิดจากความทุ่มเท ความกระตือรือร้นที่อยากจะแสดงฝีมือออกมาได้อย่างเต็มที่ เกิดจากแรงผลักดันตนเองเท่านั้น

แต่เล่มถัด ๆ มา มันดันอยู่บนความคาดหวังของผู้อื่นร่วมด้วย ในเล่มจะยกตัวอย่างเรื่องนึงนั่นคือ ผู้เขียนอยากจะเขียนหนังสืออีกแนวของตนเองมาก แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะ ทาง บก. ก็คาดหวังจะให้เขียนแนวนี้ออกมา เนื่องจากเล่มก่อน ๆ ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากคนอ่าน

มันเลยกลายเป็นว่าเมื่อมันเปลี่ยนจากความชอบ ความคลั้งไคล้ กลายเป็น งาน เป็นสิ่งที่ต้องทำ แรงผลักดันที่เคยมี มันดันหดหายไปแล้ว…

ถ้าถามว่าเราต้องทำแบบนี้เพราะอะไร แน่นอนว่ามันคือ “เงิน” หนังสือเล่มนี้ก็บอกชัดเจนเลยว่า เงิน มันคือสาเหตุที่เรายอมขายวิญญาณแลก ไม่สนใจความชอบที่ตัวเองอยากทำแล้วยอมโยนทิ้งความตั้งใจที่มีอยู่เดิมนั่นเอง เพราะ เราต้องการเงิน ใน “การดำรงอยู่” กับ “หาความสุขโดยที่ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน”

หนังสือเล่มนี้สิ่งที่คุณได้แน่ ๆ ก็คือความสนุกที่สอดแทรกเรื่องราวของอาชีพนักเขียน ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นคุณค่าของหนังสือที่เราถืออยู่ว่ามันกว่าจะเกิดขึ้นมาได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อีกทั้งมันยังทำหน้าที่ได้ดีคือการได้สะท้อนแนวคิดว่า เมื่อไรกันล่ะ ที่เราจะได้ทำตามฝันของตนเองโดยมีความคาดหวังของผู้อื่น และ ตัวเราเอง ไปในทางเดียวกันได้


สรุป หนังสือเล่มนี้คุ้มค่ากับการอ่านคือถ้ามีเวลาว่าง ๆ ก็ลองหาหยิบมาอ่านดู ลองเปิดใจ เปิดสมองให้โล่ง ๆ แล้วสนุกไปกับเรื่องราวที่สนุก ผ่านการเล่าเรื่องที่น่าสนใจของมุมมองผู้เขียนคนนี้ มีการจิกกัดนักเขียนคนอื่น ๆ และ การทำงานของนักเขียน ที่เนื้อหาไม่ได้เบาไปหรือไม่ได้หนักจนเกินไปจะทำให้หัวบวม

Please follow and like us:

Comments